วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มะละกอ

มะละกอ
มะละกอมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา จากนั้นจึงมีการนำไปปลูกยังแถบคาริบเบียน อินเดีย และอัฟริกา และเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 500 ปีมาแล้ว ปัจจุบัน ประเทศผู้ส่งออกมะละกอที่สำคัญ ได้แก่ เม็กซิโก มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา
แม้ว่าโดยทั่วไปเราจะกินผลมะละกอดิบเป็นผัก และกินมะละกอสุกเป็นผลไม้ แต่สิ่งที่ทำให้มะละกอเป็นที่ต้องการในตลาดโลกไม่ใช่เนื้อผล แต่เป็นยางจากเปลือกผล (ดูผนังผล) มะละกอดิบ ซึ่งนำไปผ่านกรรมวิธีแล้วจะได้เป็น “ปาเปน (papain)” ใช้เป็นผงหมักเนื้อ
ลักษณะทั่วไป
มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้
ประโยชน์
นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้
สำหรับสารอาหารในมะละกอนั้น มีดังต่อไปนี้

เนื้อมะละกอสุก
สารอาหารปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม
โปรตีน0.5 กรัม
ไขมัน0.1 กรัม
แคลเซียม24 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส22 มิลลิกรัม
เหล็ก0.6 มิลลิกรัม
โซเดียม4 มิลลิกรัม
ไทอะมีน0.04 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน0.04 มิลลิกรัม
ไนอะซิน0.4 มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)70 มิลลิกรัม

สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้
1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร
2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก
สรรพคุณ มะละกอ :
ผลสุก - เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้
รากมะละกอ - ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain
เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง
เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้
แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก
โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก
คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย
เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ
ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง
แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้




เกษตรเรื่องการตอนกิ่งมะละกอ
การเกษตรเรื่องพันธุ์มะละกอ
มะละกอมีมากมายหลายพันธุ์
แต่มะละกอเป็นพืชที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จึงมีอยู่ไม่กี่พันธุ์ที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศของบ้านเรา พันธุ์มะละกอที่นิยมปลูกในบ้านเรามีด้วยกันทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ
1. พันธุ์โกโก้ มีทั้งก้านใบสีน้ำตาลเข้มหรือสีม่วงเข้มหรือสีเขียวอ่อน พวกที่ก้านสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวจะสังเกตเห็นจุดประสีม่วงตามบริเวณลำต้นได้ชัดเจน โดยเฉพาะในขณะต้นอายุไม่มาก พันธุ์โกโก้ เป็นพันธุ์ที่ออกดอกติดผลเร็ว ต้นเตี้ย อวบแข็งแรง มีขนาดผลขนาดเล็กถึงปานกลางผลค่อนข้างยาวผิวเกลี้ยงเป็นมันปลายผลใหญ่ หัวผลเรียว เนื้อแน่นและหนาสีแดงหรือสีชมพูเข้มรสหวานอร่อย

พันธุ์แขกดำ
พันธุ์แขกดำ
2. พันธุ์แขกดำ เป็นพันธุ์ที่ลำต้นอวบแข็งแรง ต้นเตี้ยให้ดอกติดผลเร็ว ก้านใบสีเขียวอ่อน รูปทรงของผลยาวรีสีผลออกสีเขียวแก่หรือสีเขียวเข้ม มีเนื้อหนาแน่น เมล็ดน้อย ผลสุกเนื้อสีแดงเข้มมีรสหวาน
3. พันธุ์สายน้ำผึ้ง ลักษณะต้นเตี้ย ก้านใบยาวกว่าพันธุ์แขกดำ ผลค่อนข้างโตทรงผลป้าน คือด้านขั้วผลเล็กและขยายออกด้านท้ายผล เปลือกผลสีเขียว เมื่อสุกเนื้อออกสีแดงปนส้ม เนื้อหนาเนื้อแน่น มีเมล็ดมากรสหวาน
4. พันธุ์จำปาดะ เป็นพันธุ์ที่มีลำต้นอวบแข็งแรง ออกดอกติดผลช้ากว่าพันธุ์โกโก้และพันธุ์แขกดำ ใบและก้านใบออกสีเขียวอ่อน ผลมีขนาดยาว ผลดิบมีสีเขียวอ่อนผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อค่อนข้างบางกว่าพันธุ์อื่นและเนื้อไม่ค่อยแน่น

มะละกอ
มะละกอ

ความรู้การเกษตรเรื่องมะละกอ

ตุลาคม 12th, 2009
การเกษตรว่าด้วยเรื่องมะละกอ
มะละกอเป็นไม้ผลไม้ที่รับประทานได้ทั้งผลดิบ เช่น นำมาทำส้มตำ แกง หรือกินเล่นได้เลย ผลสุกสามารถปอกแล้วรับประทานได้เลย หรือนำไปทำเป็นน้ำผลไม้ มีรสชาติหวานหอมมีปริมาณวิตามินเอและแคลเซียมสูง ตลาดของมะละกอนอกจากจะบริโภคภายในประเทศแล้วยังสามารถส่งไปจำหน่ายตลาดต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

เกษตรเรื่องมะละกอ
เกษตรเรื่องมะละกอ

ประโยชน์ของมะละกอมะละกอเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ทางยามากมาย เช่น ใบมะละกอสดนำมาย่างไฟและนำมาประคบช่วยแก้อาการปวดบวมได้ ใบใช้ต้มกินเพื่อขับปัสสาวะ เมล็ดต้มกินเพื่อขับพยาธิ ขับประจำเดือน ส่วนยางมะละกอแก่พิษตะขาบกัดแมลงสัตว์กัดต่อย รวมไปถึงช่วยหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย ส่วนผลสุก อุดมไปด้วยวิตามินเอ บี 1 บี 2 แคลเซียม และที่สำคัญคือ สารเบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงและทำให้ผิวพรรณดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยชะลอความแก่ และริ้วรอยก่อนวัยอันควร แถมยังช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย แก้กระหายน้ำ บำรุงโลหิต บำรุงระบบประสาท บำรุงสายตา และที่สำคัญ มะละกอสุกนั้นช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี แก้ท้องผูก ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย

การเกษตรเรื่องมะละกอ
การเกษตรเรื่องมะละกอ

ลักษณะทั่วไปของมะละกอมะละกอเป็นไม้ผลล้มลุกขนาดกลาง โดยปกติจะมีความสูงระหว่าง 5 ถึง 20 ฟุต ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ มะละกอเป็นพืชเกษตรที่ปลูกปลูกง่ายโตเร็ว ให้ผลเร็ว ให้ผลได้ตลอดทั้งปี เหมาะสำหรับการทำการเกษตรเพื่อเป็นธุรกิจหรือปลูกเพื่อบริโภคโดยทั่วไปมะละกอเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีแมลงรบกวน และทำการเกษตรได้ดีในดินทั่วไป แต่ต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ไม่มีน้ำขัง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีมีอินทรีย์วัตถุมากพอสมควร และมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ดอกจะออกเมื่อมีอายุ 130 ถึง 150 วัน(เพาะปลูกด้วยเมล็ด) สามารถให้ผลผลิต 3 ถึง 4 ปี ในกรณีที่ไม่มีโรคหรือแมลงมาทำลาย สามารถเก็บเกี่ยวผลดิบได้เมื่ออายุ 3 ถึง 4 เดือน และเก็บเกี่ยวผลสุกได้เมื่ออายุ 5 ถึง 6 เดือนหลังดอกมะละกอบาน ถ้าทำการเกษตร 1 ต้น จะสามารถให้ผลผลิต 25 ถึง 30 กิโลกรัม ต่อปี หรือ 2,966 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนักผลประมาณ 0.7 ถึง 2.50 กก.


  • ปัจจุบันการปลูกมะละกอโดยการเพาะเมล็ดนั้นให้ผลผลิตทางการเกษตรน้อยทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งขั้นตอนในการตอนกิ่งมะละกอมีดังนี้
  • เกษตรกรต้องทำการเลือกมะละกอต้นที่เป็นกระเทย โคนกิ่งต้องมีสีน้ำตาลหรือสีเขียวปนน้ำตาล จากนั้นให้เกษตรกรทำการปาดกิ่งมะละกอแล้วให้นำไม้มาขั้นไว้เพื่อไม่ให้แผลมะละกอติดกันจากนั้นให้นำตุ้มตอนที่ทำจากขุยมะพร้าวที่แช่น้ำยาเร่งรากแล้วนำมาหุ้มกิ่งมะละกอ หลังจากทำการตอนกิ่งมะละกอแล้วเกษตรกรควรหมั่นดูแลอย่าให้ตุ้มตอนแห้งต้องหมั่นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน กิ่งตอนจะออกรากให้เกษตรกรทำการนำไปปักชำ หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์จึงน้ำต้นกล้ามะละกอลงปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ได้ ข้อดีของการตอนกิ่งมะละกอคือ จะให้ผลผลิตทางการเกษตรเร็ว จะออกผลเมื่อมีอายุประมาณ 2 เดือน ต้นมะละกอที่ได้จะเตี้ย ผลดก สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 3 ปี และจะไม่มีการกลายพันธุ์ สามารถตอนได้ทุกสายพันธุ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น